ก็อย่างที่พอจะรู้กันว่า Terminator เป็นหนังที่แบกรับความเสี่ยงของชื่อ “แฟรนไชส์ที่ดันภาคต่อไม่ขึ้น” มาหลายต่อหลายภาค จนผู้สร้างดั้งเดิมอย่าง เจม คาเมรอน อดรนทนไม่ไหว ขึ้นมาดูแลให้ใหม่ พร้อมทั้งโละเรื่องราวในภาค 3 4 5 (Rise of the machines, Salvation, Genesys) ให้กลายเป็นแค่ฝันกลางวันหลอกกินตังค์คนดูกันไปซะงั้น

แล้วในภาค Dark Fate นี้ จะลบคำสบประมาทนั้นได้มั้ย ส่วนตัวผมถือว่าให้ผ่าน แต่ก็ยังเป็นการผ่านแบบหวุดหวิดๆ เท่านั้นครับ
เรื่องราวนั้นแบ่งออกเป็นสองจุดสำคัญใหญ่ๆ คือการปิดไตรภาคเก่า (โดยมีภาคนี้เป็นจุดจบ) และการเปิดเรื่องใหม่ ส่วนที่ประสบความสำเร็จสำหรับผมจริงๆ คือการปิดภาคเก่า ส่วนการเปิดภาคใหม่นั้นยังขาดๆ เกินๆ และดูไม่อินในบางจุดเท่าไหร่ครับ

บทหนังโดยรวมค่อนข้างดี ทั้งที่มาที่ไป การปูเรื่อง การไล่ล่าอย่างมีลำดับ สิ่งที่ชอบคือการจับเอาตัวละครหลักสี่คน ที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างเป้าหมาย ยัดเข้ามาร่วมเควสเดียวกันได้โดยไม่รู้สึกว่าฝืนอะไร การแบ่งบททั้ง 4 คน ซาร่า เกรซ แดนี่ และ T-800 ทำออกมาได้ดีมากจนไม่รู้เลยว่าใครเป็นตัวเอกที่แท้จริงของเรื่องกันแน่
บทของ T-800 ที่ได้อาร์นี่กลับมารับบทอีกครั้ง เป็นเหมือนกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่ผู้สร้างมอบเอาไว้ให้แฟนๆ ซึ่งมีหลายๆ อย่างจากภาคเก่า ถูกยกมาเป็นกิมมิคให้หายคิดถึง และอึ้งไปกับการพัฒนาครั้งใหญ่ ของตัวละครที่เป็น Iconic ตลอดกาลของซีรี่นี้

สิ่งที่ดีอีกอย่างคือฉากแอ็คชั่น ที่ดีไซน์การต่อสู้แบบ Melee Combat สไตล์คนเหล็กได้สนุกมาก ทั้งฉากหุ่น Gen-9 ไล่ฆ่าคนด้วยร่างแยก หรือฉากเกรซใช้อาวุธประกอบฉากอย่างค้อนหรือโซ่ฟัดกับร่างแก่น T-800 ที่ใช้ความถึกเข้าอัดจับศัตรูเหวี่ยงไปมาด้วยมือเปล่า และซาร่าที่เน้นยิง ยิง และยิง ดึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนออกมาได้ นึกถึงเกมแอ็คชั่นปาร์ตี้กลุ่ม 4 คน ที่แต่ละคนมีอาชีพต่างกัน ทั้งตัวแท๊งค์ ไนท์ เรนเจอร์ แครี่ กำลังรุมบอสกันอย่างเมามันส์ยังไงยังงั้น
พูดถึงสิ่งที่ดีๆ กันมาแล้ว มาพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบกันบ้าง อันดับแรกเลยคือหุ่นศัตรู Rev-9 ที่ไม่ค่อยมีที่มาที่ไปและสเป็คบอกให้รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง บทที่ดูจะโหดๆ ก็โหดจริง แต่ก็ดันดูอ่อนๆ กระจอกๆ ในบางช่วง โดนรถขับชนปลิวง่ายๆ ทำให้บารมีของหุ่นตัวร้ายไม่สามารถลบความขลังของ T-1000 ลงไปได้เหมือนเดิมอยู่ดี
และสิ่งที่เลวร้ายสุดๆของเรื่องนี้ คือ นาตาเลีย เรเยส ในบทของแดนี่ ซึ่งเธอยังไม่สามารถทำให้อินกับความสำคัญของบทที่เธอได้ได้รับ ซึ่งมันส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเธอกับเกรซ และความน่าเชื่อถือต่างๆ ภายในเรื่องดูไม่ค่อยอินเอามากๆ ซึ่งการนี้ผมจะไม่โทษที่ตัวนักแสดงอย่างเดียว แต่เพราะตัวบทของแดนี่อาจจะดูหนักหนาและเกินจริงไปหน่อย ทำให้มันจับต้องได้ยากขึ้นด้วย ความอินเลยมีน้อยไปนั่นล่ะครับ

รวมๆ แล้ว Dark Fate สามารถโละเรื่องราวของภาค 3 4 5 แล้ววกกลับมาเป็นไทม์ไลน์ใหม่ได้อย่างลงตัวสมราคาคุยจริงๆ ฉากแอ็คชั่นมันส์จริง แต่มันก็มีจุดที่ขาดๆ เกินๆ อยู่บ้างตามที่ว่าไปจนเรียกไม่ได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่ในฐานะคนที่โตมากับ Judgment Day ภาคนี้ก็เหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าอีกครั้งยังไงยังงั้น จะถือว่าเป็นภาคแฟนเซอร์วิสก็ว่าได้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *